• 001
  • 002
  • 003
  • 004
  • 005

ข่าวสารบริษัทล่าสุด

"Your family’s energy, we serve" เราภูมิใจด้วยบริการด้านพลังงานครบวงจร
ตั้งแต่ก๊าซหุงต้ม พลังงานสำหรับรถยนต์ เคมีภัณฑ์ และภาคอุตสาหกรรม

บทความเรื่องก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG

บทความเรื่องก๊าซปิโตรเลียมเหลวLPG

        ก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด ได้แก่ แก๊สมีเทน แก๊สอีเทนแก๊สโพรเพน และแก๊สบิวเทน เมื่อจะนำมาใช้ต้องแยกแก๊สออกจากกันเสียก่อน

        แก๊สมีเทน... ใช้ผลิตไฟฟ้า ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และใช้กับรถยนต์ ซึ่งก็คือแก๊สCNG หรือ NGV

        แก๊สอีเทน + โพรเพน... ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานปิโตรเคมี

                       แก๊สโพรเพน + บิวเทน... ใช้ในโรงงานปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอื่นๆ และใช้เป็นแก๊สหุงต้ม (LPG) ที่เรารู้จักนั่นเอง

- แก๊สหุงต้ม (Liquefied Petroleum Gas) มีชื่อทางการว่าก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแก๊สแอลพีจี หมายถึง “แก๊สไฮโดรคาร์บอนเหลว คือ โพรเพน โพรพิลีนบิวเทน หรือบิวทีลีนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างผสมกันก็ได้ โดยแก๊สโพรเพนและบิวเทนเป็นสารไฮโดรคาร์บอนประเภทอิ่มตัว มีการเผาไหม้สมบูรณ์ เผาไหม้ดี ไม่เกิดเขม่า ส่วนแก๊สโพรพิลีนและบิวทีลีนเป็นสารไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว เมื่อเผาไหม้จะเกิดเขม่า หรือเผาไหม้ไม่สมบูรณ์นั่นเอง

                อย่างไรก็ตามก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจีที่ใช้กันทั่วไปจะมีโพรเพนกับบิวเทนเพียงสองอย่างเท่านั้นที่เป็นส่วนประกอบหลัก โดยอาจมีอัตราส่วนระหว่าง โพรเพนกับบิวเทน ตั้งแต่ 30 : 70 ไปจนถึง 70 : 30

                แก๊สโพรเพนและบิวเทนในสภาพปกติ ณ อุณหภูมิและความดันของบรรยากาศ จะอยู่ในสถานะแก๊ส เมื่ออัดแก๊สดังกล่าว ด้วยความดันสูง หรือลดอุณหภูมิให้ต่ำลงเพียงพอ แก๊สทั้งสองก็จะเปลี่ยนสภาวะจากแก๊สเป็นของเหลว

ซึ่งแก๊สแอลพีจีหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว จะมีที่มาจาก 2 แหล่ง ได้แก่

1.ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันซึ่งจะได้แก๊สโพรเพนและบิวเทนประมาณ 1-2%ของกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ

2.ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติซึ่งจะมีแก๊สโพรเพนและบิวเทนในก๊าซธรรมชาติประมาณ 6-10%

                ทั้งนี้คุณภาพของแก๊สแอลพีจีขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของแก๊สแอลพีจีด้วยโดยทั่วไป ณ อุณหภูมิ 15.5 องศาเซสเซียสความหนาแน่นของแก๊สแอลพีจีมีค่าประมาณ 0.54 กิโลกรัมต่อลิตร (ซึ่งเป็นค่าความหนาแน่นเฉลี่ยของแก๊สแอลพีจีที่กรมธุรกิจพลังงานใช้เป็นค่าอ้างอิงสำหรับการคำนวณ)ซึ่งความหนาแน่นที่มีค่าน้อยกว่า 0.54 กิโลกรัมต่อลิตร จะเป็นแก๊สคุณภาพที่ดีกว่าแก๊สที่มีค่าความหนาแน่นที่สูงกว่า 0.54 กิโลกรัมต่อลิตร

           ดังนั้นก๊าซปิโตรเลียมเหลวในสถานะที่เป็นของเหลวจะเบากว่าน้ำ(ความหนาแน่นของน้ำเท่ากับ 1กิโลกรัมต่อลิตร) ถ้าเกิดมีแก๊สรั่วขึ้นในขณะที่อุณหภูมิโดยรอบในขณะนั้นต่ำมาก และก๊าซปิโตรเลียมเหลวเกิดไหลลงไปในรางระบายน้ำ คูคลอง ก๊าซปิโตรเลียมเหลวก็จะลอยไปกับน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอัคคีภัยในท้องที่ห่างไกลจากบริเวณที่ก๊าซปิโตรเลียมเหลวรั่วออกไปได้

           นอกจากนี้อุณหภูมิยังมีผลต่อค่าความหนาแน่น คือ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของสารเมื่ออยู่ในสถานะของเหลวจะลดลง

ก๊าซ LPG ใช้เป็นก๊าซหุงต้ม มีลักษณะดังนี้

- ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่ผู้ผลิตเติมสารซึ่งมีกลิ่นฉุนแทน เพื่อใช้เตือนภัยเมื่อเกิดก๊าซรั่ว

- ตัวก๊าซหุงต้ม (LPG) เองไม่เป็นพิษ แต่ถ้าเกิดเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก็จะเกิดก๊าซคาร์บอน

- มอนนอกไซด์ และถ้าสูดดมเข้าไปมากๆ ก๊าซจะเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในร่างกาย จะทำให้

- มึนงง เวียนศีรษะ และอาจเสียชีวิตได้

- LPG หนักกว่าอากาศ เมื่อเกิดก๊าซรั่ว จะลอยต่ำลงสู่พื้น

 ก๊าซหุงต้ม (LPG) เหลว 1 ลิตร ขยายตัวเป็นไอได้ประมาณ 250 ลิตร (250 เท่า) ดังนั้นควรบรรจุก๊าซในถังไม่เกิน 85 % ของปริมาตรถัง เพื่อให้มีที่ว่างในการขยายตัวของก๊าซ

- ติดไฟง่าย มีอุณหภูมิของเปลวไฟสูง ประมาณ 1,900 °C เป็นเชื้อเพลิงที่ดี เหมาะกับงานที่ต้องการความร้อนสูงเช่น การหลอมโลหะ

- ก๊าซหุงต้ม (LPG)   1 ลิตร = 0.54 กก.

                               1 กก. = 1.85 ลิตร

คุณสมบัติของก๊าซแอลพีจีมีดังนี้

คุณสมบัติ

 

LPG

สถานะปกติ

 

ก๊าซ (หนักกว่าอากาศ)

จุดเดือด (องศาเซลเซียส)

 

-50-0

อุณหภูมิจุดระเบิดในอากาศ (องศาเซลเซียส)

 

400

ช่วงติดไฟในอากาศ (ร้อยละโดยปริมาตร)

ค่าสูง

15

 

ค่าต่ำ

1.5

ค่าออกเทน1/

RON2/

105

 

MON3/

97

ที่มา:การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ:

1.ค่าออกเทน (Octane number) หมายถึง หน่วยการวัดความสามารถ ในการต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์

2.RON (Research Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ที่ทำงานอยู่ในรอบของช่วงหมุนต่ำ โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 600 รอบ ต่อนาที

3.MON (Motor Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ในขณะทำงานที่รอบสูง โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 900 รอบต่อนาที

 

กลับหน้าที่แล้ว